สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ธุรกิจแนวออร์แกนิก

ธุรกิจแนวออร์แกนิก

Planeta Organica บ่มเพาะธุรกิจด้วยแนวคิดออร์แกนิก

1 มิถุนายน 2557 | Creative Entrepreneur

หากมองผ่านเพียงชั่วครู่ "พลาเน็ตตา ออร์กานิกา โชว์รูม (Planeta Organica Showroom)" คือร้านค้าสไตล์ญี่ปุ่นที่ขายของกระจุกกระจิก ดูน่ารักและอบอุ่นสไตล์ ซักกะ (Zakka)1ไม่ว่าจะด้วยการออกแบบภายนอกร้านที่ดูคล้ายกับบ้านสีขาวหลังย่อมท่ามกลางป่าคอนกรีตบนถนนสุขุมวิท หรืออาจเป็นเพราะสารพัดของทำมือภายในร้าน แต่ทันทีที่บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น ก็เป็นที่กระจ่างว่าที่มาของพลาเน็ตตา ออร์กานิกาไม่ใช่ธุรกิจที่เปิดตามกระแสนิยม แต่เป็นได้มากกว่านั้น

โยชิโนริอธิบายว่า "ซักกะ (Zakka)” ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงของกระจุกกระจิกทั่วไป ต่างจากภาษาอังกฤษที่หมายถึงดีไซน์ที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในช่วงยุค 50-70 ส่วนสไตล์ซักกะที่คนไทยเข้าใจกันนั้นคืองานออกแบบหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นงานฝีมือและสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ  

ออร์แกนิกคือแก่นแท้ สัมผัสอ่อนโยนและธรรมชาติคือปรัชญาที่มิยุกิ ชิมาดะ (Miyuki Shimada) ยึดถือมาตลอดทางของการถักทอพลาเน็ตตา ออร์กานิกาให้เป็นแบรนด์ออร์แกนิกอย่างแท้จริง โดยเริ่มตั้งแต่จุดที่เล็กที่สุดคือการใช้เส้นใยและย้อมสีจากธรรมชาติ ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่เน้นทักษะของมนุษย์มากกว่าเครื่องจักร การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยมากกว่าเพียงความสวยงาม ไปจนถึงการตกแต่งร้านที่เรียบง่ายและร่มรื่น

 

เมื่อ 15 ปีก่อน มิยุกิซึ่งเดิมทำงานออกแบบตกแต่งภายในได้เดินทางมาที่เชียงใหม่และตกหลุมรักกับเทคนิคการย้อมผ้าฝ้ายแบบธรรมชาติ "วิธีการย้อมผ้าแบบโบราณของไทยปลอดภัยกับธรรมชาติและไม่ได้ใช้พลังงานอะไรเยอะมากเลย ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเสน่ห์" ด้วยสีสันละมุนตาและเนื้อผ้านุ่มสบาย  เธอจึงไม่รีรอที่จะลงมือสร้างแบรนด์ของตนเองด้วยการย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยเพื่อดูแลกระบวนการผลิตทั้งหมด โดยกำหนดเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกเป็นพวกเครื่องนอนซึ่งเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่ต้องสัมผัสกับร่างกายของคนเราโดยตรงและมีราคาสูง แต่กว่าระบบการทำงานจะเริ่มเข้าที่ก็ต้องใช้เวลาร่วม 3 ปี ทั้งการสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกฝ้ายออร์แกนิก การเรียนรู้วิถีชีวิตและผูกมิตรกับช่างทอผ้าฝีมือดีในหมู่บ้านภาคเหนือ และสนับสนุนให้ใช้กี่ทอมือแทนเครื่องจักรไฟฟ้าซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชาวบ้านที่ไม่คุ้นเคยกับโรงงานอุตสาหกรรมได้ โดยทุกกระบวนการจัดการต้องตั้งอยู่บนมาตรฐานและคุณภาพที่ไม่เป็นรอง ไม่เพียงเท่านั้น มิยุกิจะตรวจสอบผ้าทีละผืนและเลือกย้อมสีด้วยพืชท้องถิ่น เช่น คราม มะเกลือ และครั่ง รวมทั้งออกแบบด้วยตัวเองโดยมีกลุ่มชาวบ้านในเชียงใหม่ช่วยตัดเย็บ จนได้รับการรับรองจากสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แบรนด์เล็กๆ มีจุดยืนที่มั่นคงในตลาด "มันจะมีความแตกต่างระหว่างของที่ทำให้ลูกค้าพอใจกับของที่จะทำให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงความตั้งใจและคุณค่าของงานแฮนด์เมด การทำของแฮนด์เมดช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี คนทำก็มีความสุข คนใช้ก็มีความสุข สิ่งที่เราระวังก็คือไม่สร้างมากจนเกินไปเพราะมันจะไปทำลายธรรมชาติ"

เลือกทำเลที่ตอบโจทย์และสะท้อนตัวตนของแบรนด์

แต่ในเวลานั้น ตลาดออร์แกนิกในไทยยังไม่เติบโตพอ และมิยุกิก็ยังไม่รู้ชัดว่าจะสื่อสารกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างไร ทำให้ช่องทางจำหน่ายช่วงแรกๆ เป็นตลาดในญี่ปุ่นทั้งหมด จนกระทั่ง 3-4 ปีที่ผ่านมา เธอได้รู้จักกับโยชิโนริ มัทสึมุระ (Yoshinori Matsumura) และเคียวโกะ คัทสึรางิ (Kyoko Katsuragi) ภรรยา ซึ่งทำนิตยสารรายเดือนแจกฟรีภาษาญี่ปุ่นในเชียงใหม่ที่ชื่อ freecopymap โดยทั้งสองมองว่าคนไทยเริ่มสนใจสินค้าออร์แกนิกกันมากขึ้น และช่องทางการขายก็ควรเป็นที่ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้เฉพาะกลุ่มมากกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไป พวกเขาจึงช่วยลงทุนเปิดร้านสาขาแรกที่ "จริงใจ มาร์เก็ต" ในเชียงใหม่ และอีกสาขาในซอยสุขุมวิท 49 ที่กรุงเทพฯ โดยเปิดเป็นร้านแบบโชว์รูมที่มีออฟฟิศอยู่ชั้นบน ควบคู่กับดูแลงานโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนญี่ปุ่นได้รู้จักกับแบรนด์ไทยไปพร้อมกัน เพราะลูกค้าประมาณร้อยละ 90 ของร้านเป็นแม่บ้านชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในย่านอโศก สุขุมวิท ทองหล่อ ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกอยู่แล้ว และเพิ่มไลน์สินค้าเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มากขึ้น แต่ยังเน้นที่วัตถุดิบหลักคือฝ้ายออร์แกนิกและใยกัญชงที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้าสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ไปจนถึงผ้าอนามัยออร์แกนิกสินค้าขายดีประจำร้าน   


จากการบอกต่อในกลุ่มลูกค้า ประกอบกับอาศัยโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และรายการโทรทัศน์ของไทย จึงทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักและมีลูกค้ารายใหญ่ติดต่อมาสั่งซื้อไม่ขาดสาย อาทิ โรงแรมในเครือรีสอร์ตแอนด์สปา ซิกซ์เซนส์ (Six Senses Hotels Resorts Spas) ทว่ามิยุกิก็ยังเข้าไปดูแลและประสานงานกับชาวบ้านเพื่อรักษามาตรฐานการผลิตสินค้าให้อยู่ระหว่างความต้องการของตลาดกับสิ่งที่เธออยากมอบให้กับลูกค้า เราอยากให้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นสนใจเรื่องออร์แกนิกและภูมิปัญญาไทยมากขึ้น นี่คือเป้าหมายในอนาคตของเรา"


แฮนด์เมดคอมมูนิตี้ สร้างพื้นที่แห่งมิตรภาพและโอกาส


เมื่อแผนการโปรโมตได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะกลุ่มเป้าหมายมีไลฟ์สไตล์และรสนิยมคล้ายกัน โยชิโนริจึงเกิดไอเดียที่จะนำผลงานศิลปินไทยและญี่ปุ่นที่มีแนวคิดคล้าย

กับมิยุกิมาจัดแสดงและจำหน่ายที่ร้าน รวมทั้งจัดทำเวิร์กช็อปและอีเวนต์ภายใต้โปรเจ็กต์ส่วนตัว “Meets Project" ไปด้วย เพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นของร้านให้เป็นแหล่งพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และแกลเลอรีขนาดย่อม ล่าสุดก็ได้นำงานฝีมือของศิลปินไทยมาจัดแสดง อาทิ สตูดิโอเครื่องปั้นดินเผาอินเคลย์ (InClay Studio Pottery) สตูดิโอสามสองหก (3.2.6 Studio) ลินนิล (Linnil) และ อะ พีซ ออฟ เปเปอร์ (A Pieces of Paper) เป็นต้น โดยมีโทชิกะ ฮามะ (Toshika Hama) ผู้จัดการร้านเป็นผู้ช่วยเฟ้นหาและคัดสรร ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เก๋ไก๋และยังเป็นสินค้าที่ไม่มีในญี่ปุ่นมาวางขาย     

การจัดเวิร์กช็อปและอีเวนต์ไม่เพียงส่งเสริมยอดขาย แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้คนไทยกับคนญี่ปุ่นได้เข้ามาเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและสร้างพื้นที่ให้กับศิลปินรายย่อยไปในตัว ทั้งจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่ทำให้ธุรกิจรายย่อยนี้อยู่รอดได้ในฐานะทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและจริงใจกับลูกค้า ในวันที่ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ต่างประโคมแข่งกันไม่รู้จบ และคำว่า "ออร์แกนิก" เป็นเพียงคีย์เวิร์ดทางการตลาดที่ธุรกิจบางรายหวังใช้ประโยชน์ประโลมใจผู้บริโภคเท่านั้น

 


Tips for Entrepreneur

- ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การรวมตัวของกลุ่มศิลปิน นักออกแบบ และช่างฝีมือจะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองทางธุรกิจมากขึ้น 

- นักออกแบบควรเลือกทำงานที่ชอบและตอบแทนสังคมควบคู่ไปกับงานที่มีตลาดรองรับ และอยู่รอดได้จริง 

- การตีตลาดนิทช์ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากจะต้องพัฒนาคุณภาพของสินค้าอย่างจริงจังแล้ว ควรจะรู้ว่าจุดยืนของแบรนด์คืออะไรและกลุ่มลูกค้าคือใคร จึงจะสามารถจับทางธุรกิจได้ 

- ช่องทางออนไลน์คือพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยยุคใหม่ก็จริง แต่จะต้องไม่ลืมคำนึงถึงพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่แตกต่างไปด้วย เช่น ลูกค้าชาวญี่ปุ่นจะนิยมเล่นเฟซบุ๊กน้อยกว่าคนไทย


เรื่อง: ปิยพร อรุณเกรียงไกร
Planeta Organica Showroom:
สาขากรุงเทพฯ: สุขุมวิท ซ. 49 ถ. สุขุมวิท โทร 02-662-6694
สาขาเชียงใหม่: จริงใจ มาร์เก็ต 45 ถ. อัษฎาธร อ.เมือง (อยู่ระหว่างการปรับปรุง)
facebook.com/planetaorganica


กระเป๋าไวนิล, กระเป๋า, เสื้อผ้า ,รองเท้า ,แฟชั่น ,กระเป๋าผ้า,กระเป๋าพลาสติก, กระเป๋าหนัง ,กระเป๋าแฟชั่นๆ ,เสื้อผ้าแฟชั่น ,รองเท้าผ้า,รองเท้าหนัง,รองเท้าพลาสติก,ผ้าพันคอลายสวยๆ,เข็มขัดหนัง,เข็มขัดพลาสติก,แฟชั่นราคาขายส่ง ขายปลีก




 

Tags : ธุรกิจแนวออร์แกนิก

view