สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

เลกกะซี่แฟชั่น

เลกกะซี่แฟชั่น

Fashion Legacy

1 กันยายน 2557 | Insight  


ในฝรั่งเศส เล ปาตีส์ มังส์ (Les petites mains) หรือกลุ่มช่างฝีมือชั้นสูง ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ เพราะถ้าหากปราศจากมือที่ชำนาญการเหล่านี้ ย่อมหมายถึงการสูญเสียแฟชั่นชั้นสูงหรือที่เรียกว่า โอ กูตูร์ (Haute Couture)

เมซง เลอซาจ (Maison Lesage) สตูดิโอเย็บปักถักร้อยอายุ 125 ปี ที่ฟรองซัวร์ เลอซาจ (François Lesage) รับช่วงต่อมาจากบิดา ได้รับการโอบอุ้มจากแบรนด์หรูอย่าง ชาแนล (Chanel) ไม่แตกต่างจากสตูดิโออีก 5 แห่ง ประกอบด้วย งานรองเท้ามาสซาโร (Massaro) งานเครื่องประดับเงินทองกูสเซนส์  (Goossens) งานปักดอกไม้และขนนกเลอมาครี (Lemarié) งานทำหมวกสตรีมิเชล (Michel) และกระดุมและเครื่องตกแต่งเสื้อผ้าเดครูส์ (Desrues) เพื่อเป็นหลักประกันว่าความประณีตงดงามของแฟชั่นอันเกิดจากสตูดิโอเหล่านี้ จะไม่ล้มหายตายจาก และทำให้ชาแนลยังสามารถเนรมิตงานแฟชั่นสุดอลังการได้อย่างต่อเนื่อง   

ทั้งนี้ เพราะจำนวนช่างฝีมือในฝรั่งเศสได้ลดลงอย่างน่าใจหาย เลอซาจกล่าวว่าเมื่อปี 1920 มีช่างปักเย็บเสื้อผ้านับหมื่นคนในฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันได้ลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 200 คน เนื่องจากราคาที่สูงลิบลิ่วของเสื้อผ้าโอ กูตูร์อันเกิดจากคุณภาพและความประณีตที่ทำให้ชุดราตรีสามารถขายได้ในราคาเกือบ 5 ล้านบาท (150,000 เหรียญสหรัฐฯ) ให้กับลูกค้าไม่ถึงพันคนทั่วโลก เมื่อเทียบกับตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกคนได้เข้าถึงเสื้อผ้าที่สวยงามในราคาที่ต่ำกว่า ประกอบกับลูกหลานที่อยากสืบสานกิจการของตระกูลท่ามกลางสายการผลิตแบบอื่นๆ ที่มีต้นทุนถูกกว่า  

ภายใต้ร่มเงาของชาแนล สตูดิโอเหล่านี้ไม่เพียงสามารถรักษาความรู้และมาตรฐานการทำงานที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน เพราะนอกจากจะผลิตงานให้กับชาแนลแล้ว พวกเขายังสามารถรับงานจากแบรนด์อื่นๆ ที่ต้องการทักษะของพวกเขามาทำด้วยกันได้อีกด้วย ดังเช่น ลาร์ส นิลสัน (Lars Nilsson) ดีไซเนอร์จาก นีน่า ริชชี่ (Nina Ricci) ที่มักจะหยิบทักษะของสตูดิโอมาสร้างความเป็นโอ กูตูร์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเติมเอกลักษณ์ของปารีสลงในงานเสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือ เคท สเปด (Kate Spade) จากสหรัฐอเมริกาที่ข้ามฝั่งมาใช้บริการของเลอมาครี ในการออกแบบดอกไม้ผ้าโปร่งสีดำสำหรับกระเป๋าและรองเท้าในคอเล็กชั่นสุดหรูที่ชื่อว่า คอลเล็กต์ (Collect) ที่มีราคาสูงกว่าสินค้าไลน์ปกติถึงสองเท่า 

ความต้องการของลูกค้าเช่นนี้ ทำให้ร้อยละ 80 ของช่างในสตูดิโอทำงานให้กับคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนที่เหลือคือการทุ่มเทให้กับโอ กูตูร์ ที่แม้จะไม่ใช่เพื่อการสวมใส่แต่เป็นการแสดงออกถึงคุณภาพของห้องเสื้อและแบรนด์ในแบบที่ไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุน ซึ่งวาเลรี สตีล (Valerie Steele) ผู้อำนวยการและหัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์สถาบันเทคโนโลยีแฟชั่น (Museum of the Fashion Institute of Technology) อธิบายว่า “แฟชั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงแค่แนวคิด แต่เป็นเรื่องของงานฝีมือ ที่ต้องใช้คนในการผลิตหมวกหรือริบบิ้นที่ดีที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้วงการแฟชั่นของฝรั่งเศสยังเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีและความคิดสร้างสรรค์


เรื่อง: มนฑิณี ยงวิกุล
ที่มา
บทความ "The Hands That Sew the Sequins" (2006) โดย Elizabeth Hayt
บทความ "François Lesage: Doyen of French haute couture embroidery" (2011) โดย Martin Childs


Tags : เลกกะซี่แฟชั่น

view