สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

ฟินแลนด์

ฟินแลนด์

LEARNING FINLAND

31 พฤษภาคม 2554 | Creative City

การเรียนรู้ตัวตนและดอกผลแห่งอนาคต
อะไรที่ทำให้ดินแดนอันแห้งแล้งหนาวเหน็บอย่างฟินแลนด์ (Finland) รังสรรค์ผลงานออกแบบชั้นเยี่ยมมากมายให้กับโลก แจกันของอัลวาร์ อัลโต ที่กำหนดนิยามใหม่ให้กับความงามผ่านรูปทรง ผ้าพิมพ์ลายดอกไม้จากมารีเมกโก ที่กลายเป็นต้นแบบของลายดอกไม้ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่งานออกแบบที่ต้องอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์มือถือ ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโนเกียเป็นหัวหอกสำคัญ

ในปี 2012 “เฮลซิงกิเมืองหลวงของฟินแลนด์ได้รับคัดเลือกจากสมาคมออกแบบอุตสาหกรรมนานาชาติ หรือ Icsid ให้เป็น World Design Capital™ ที่แปลได้ว่าเมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก นั่นไม่เพียงเพราะเมืองแห่งนี้มีเรื่องของการออกแบบฝังอยู่ตั้งแต่อดีตผ่านมาถึงปัจจุบันเท่านั้น แต่ระบบการศึกษาและวิจัยที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็คือหลักฐานอันสำคัญที่บ่งชี้ว่า สังคมจะส่งต่อความแข็งแกร่งนี้ไปสู่อนาคตด้วยเช่นกัน

ออกแบบเพื่อตอบตัวตน
สำหรับชาวฟินนิชแล้ว การออกแบบถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสังคมของพวกเขาตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมและหาวิธีตอบความต้องการของผู้อยู่อาศัยตามแนวคิด Embedded Design ซึ่งหมายถึงการออกแบบที่ถูกฝังไว้กับทุกๆ สิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดินสีสว่างตา บันไดของมหาวิหาร หรือหินกรวดที่ปูพื้นจัตุรัสกลางเมือง สำหรับสังคมทั่วไปแล้ว งานออกแบบอาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในความสนใจของทุกคน แต่สำหรับคนเฮลซิงกิ พวกเขาเติบโตมากับงานออกแบบที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น และมันก็ดูจะเป็นความคิดพื้นฐานสำหรับชาวสแกนดิเนเวียน ที่งานออกแบบไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสุนทรีย์ให้แก่ชีวิตเท่านั้น มันยังหมายถึงการทำให้ชีวิตในทุกวันง่ายขึ้น และที่สำคัญคือ สดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น งานออกแบบยังทำให้โลกได้เห็นตัวตนอันชัดเจนของพวกเขาอีกด้วยอะไรคือสิ่งที่กำหนดความเป็นมาของตัวตนในแบบฟินแลนด์? คงไม่เป็นการเกินเลยหากจะบอกว่า ฟินแลนด์อาจจะเป็นประเทศที่สร้างอัตลักษณ์ขึ้นจากแนวคิดแบบนามธรรม (Abstract Concept) อย่างเช่นระบบความเชื่อ ศาสนา รัฐ หรืออาชีพน้อยที่สุด ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้ว่าสังคมจะผ่านห้วงเวลาของความยุ่งยากทางการเมืองหรือการถูกรุกราน แต่งานออกแบบของพวกเขาก็ดูจะเพิกเฉยต่อความซับซ้อนทางสังคมในแบบนั้น และเลือกที่จะกำหนดตัวตนผ่านพิกัดทางภูมิศาสตร์มากกว่า ดังจะเห็นได้จากสร้างความโดดเด่นจากความเรียบง่ายของธรรมชาติซึ่งสะท้อนผ่านแนวคิดที่ว่า สิ่งที่แสนธรรมดาก็สวยงามได้ และนั่นทำให้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ โลหะ และแก้ว กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของงานออกแบบจากฟินแลนด์

OpenMind,OpenCity
ใครสักคนเคยบอกว่า ฟินแลนด์คือหนึ่งในดินแดนที่มีมิติของชนชั้นทางสังคมน้อยที่สุดในโลก และการยอมรับความแตกต่างของชาวฟินแลนด์ก็คือสิ่งที่โลกรู้จักดีพอๆ กับที่รู้จักโนเกีย และนั่นมาจากวิธีแห่งความคิดพื้นฐานที่ว่า ไม่มีผู้ใดมีสิทธิในการวัดคุณค่าของผู้อื่น ซึ่งทำให้คนฟินแลนด์มีนิสัยที่จะรับฟังผู้อื่นก่อนตัดสินใครเสมอ ความใจกว้างนี้อาจมีส่วนสำคัญที่มาจากการเคารพและเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ และอาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฟินแลนด์เป็นประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วกว่าสังคมอื่นๆ รวมถึงทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในทางการค้ากับชาวโลกอย่างมากด้วยเช่นกันและเพราะการยอมรับความแตกต่างนั้นแทบจะถูกฝังอยู่ในสายเลือด เมื่อเฮลซิงกิมีแผนการในการผลักดัน

ตัวเองให้เป็นเมืองเปิด (Open City) ผ่านแคมเปญที่ชื่อว่า Open Helsinkiจึงมีบางเสียงที่แสดงถึงความกังวลว่า สิ่งที่เฮลซิงกิขาดไปก็คือการพูดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่เมื่อมองลึกไปอีกนิดพวกเขาจะเห็นได้ว่า นั่นเป็นเพราะนิสัยของคนฟินแลนด์เองที่ไม่นำเอาเรื่องของความแตกต่างมาเป็นปัจจัยกำหนดพฤติกรรมหรือความคิด นโยบายในการดึงดูดชาวต่างชาติทำให้โลกได้สัมผัสกับความใจกว้างของคนฟินนิชผ่านประโยคที่บอกว่า ชาวต่างชาติก็คือคนที่อยู่ร่วมกันกับเรา และจะต้องได้รับการแบ่งปันผลผลิตของสังคมเราด้วยจึงไม่น่าแปลกใจที่ในปัจจุบัน เฮลซิงกิคือเมืองที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาทำงาน อยู่อาศัย และใช้ชีวิต และด้วยความที่ยังเป็นสังคมขนาดเล็ก องคาพยพต่างๆ ของเมืองจึงมีความเชื่อมโยง สอดประสาน และพึ่งพาอาศัยกันเป็นอย่างดี รวมถึงธุรกิจของฟินแลนด์เองที่แสดงให้เห็นถึงการเชี่อมต่อของงานออกแบบเข้ากับสังคมเล็กๆ แห่งนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่งานออกแบบจะได้รับการพิจารณาในที่ประชุมกรรมการบริหารของโนเกีย และเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจในระดับบริหารสำหรับโคเน่ (Kone) ธุรกิจหลักอีกแห่งของประเทศและถึงแม้จะไม่ได้เป็นเมืองขนาดใหญ่ระดับ มหานครแต่สองสิ่งที่เฮลซิงกิมีไม่น้อยหน้าเมืองใหญ่อื่นๆ ก็คือ สถาบันการศึกษาระดับคุณภาพและแกลเลอรี่ที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงแผนการสร้างพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่างกุกเกนไฮม์ขึ้นในเฮลซิงกิ ที่เกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิกุกเกนไฮม์ที่มองเห็นศักยภาพของเมือง และมูลนิธิวัฒนธรรมแห่งฟินแลนด์ที่ร่วมกับมูลนิธิวัฒนธรรมแห่งสวีเดนในฟินแลนด์ซึ่งต่างร่วมสมทบทุนและผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้น

อาคารสีเหลืองรอบจัตุรัส Senate Square กำลังได้รับการตกแต่งใหม่เพื่อต้อนรับปี 2012 ที่เฮลซิงกิได้รับเลือกให้เป็น World Design Capital ต่อจากตูริน (2008) และโซล (2010)

MEMPHIS ร้านอาหารในเฮลซิงกิที่ตกแต่งด้วยสีสันสะดุดตา

การลงทุนที่ดีที่สุด
ในขณะที่ดอกผลจากอดีตยังคงมีให้เก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นแจกันของอัลโตที่ยังคงมีวางขายอยู่จวบจนปัจจุบัน ชาวเฮลซิงกิก็ไม่ลืมที่จะเพาะเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างดอกผลอันงดงามสำหรับอนาคตด้วยเช่นกัน

แจกัน ซาวอยของอัลวาร์ อัลโต ที่ผลิตครั้งแรกในปี 1936 และยังคงมีวางขายอยู่ในปัจจุบัน

นิตยสารฟอร์บส์ เคยพาดหัวข่าวที่ฟังดูออกจะน่าเบื่อว่า ฟินแลนด์ครองอันดับหนึ่งดัชนีการแข่งขัน (อีกแล้ว)เมื่อพวกเขาได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีความสามารถทางการแข่งขันดีที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่สามในปี 2005 และบทวิเคราะห์จาก World Economic Forum ที่เป็นผู้จัดอันดับนี้กล่าวว่า ไม่มีเศรษฐกิจของประเทศไหนที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้เท่ากับฟินแลนด์และถึงแม้ว่าฟินแลนด์จะไม่ได้รั้งอันดับหนึ่งสำหรับดัชนีการแข่งขันในช่วงปีหลังๆ นี้ แต่ความแข็งแกร่งทางด้านนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะระดับสูง ก็ทำให้ฟินแลนด์ไม่เคยหลุดวงโคจรสำหรับประเทศที่มีความสามารถทางการแข่งขันสูงในอันดับต้นๆและจะมีอีกที่ไหนในโลก ที่รัฐบาลถึงกับต้องออกมาบอกว่า สถาบันการศึกษาของบ้านเมืองนั้น ดูจะมีมากเกินไปจนเป็นที่มาของการควบรวมมหาวิทยาลัยสามแห่ง คือ Helsinki University of Technology, Helsinki School of Economics และ University of Art and Design Helsinki เข้าเป็นมหาวิทยาลัยเดียว และให้ชื่อตามสถาปนิกและนักออกแบบระดับตำนานของฟินแลนด์ว่า มหาวิทยาลัยอัลโต” (Aalto University)

การลด จำนวนสถาบันการศึกษาดูเหมือนจะเป็นคำกล่าวเพียงผิวเผิน และเหตุผลที่แท้จริงนั้นก็น่าจะเป็นการเพิ่ม คุณภาพให้กับการศึกษามากกว่า เมื่อโลกแสดงให้เห็นว่า ทุนทางมนุษย์สำหรับอนาคตคือผู้ที่สามารถตอบโจทย์การทำงานหรือมีทักษะแบบผสมผสานที่เรียกว่า Multi-disciplinary ได้ ดังที่บิล เซอร์มอน ผู้บริหารของโนเกียกล่าวไว้ว่า พนักงานเริ่มเข้าทำงานกับโนเกียในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง (Specialist) แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถในหลายๆ ด้าน (Generalist)” เช่นเดียวกับที่การรวมเข้าด้วยกันระหว่างสถาบันการศึกษาที่เน้นทางด้านเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะและการออกแบบ จะสร้างให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งก่อให้เกิดความคิดใหม่ๆ นั่นเอง

เมื่อนักเรียนจบการศึกษาออกไปสู่โลกของการทำงาน ธุรกิจคือผู้ที่บอกได้ดีที่สุดว่าพวกเขาต้องการทรัพยากรมนุษย์แบบใด การเชื่อมโยงอันมีประสิทธิภาพระหว่างภาคธุรกิจและการศึกษา คือกระบวนการจัดการอุปสงค์และอุปทานของทรัพยากรมนุษย์ที่ดีที่สุด โนเกียและโคเน่คือตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ธุรกิจทั้งสองแห่งต่างมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาของฟินแลนด์มายาวนาน และก็เป็นการทำงานร่วมกันกับทั้งสามมหาวิทยาลัยที่รวมตัวกันเป็นมหาวิทยาลัยอัลโตนั่นเอง โดยผ่านโปรแกรมการศึกษาร่วมที่ชื่อว่า International Design Business Management (IDBM) ซึ่งผสมผสานเนื้อหาและทรัพยากรทางการศึกษาจากสถาบันทั้งสามแห่งและทำการคัดเลือกนักศึกษาที่มีพื้นฐานต่างๆ กันมาเข้าหลักสูตรที่มีอายุกว่าสิบปีนี้ โดยมีโนเกียและโคเน่ รวมถึง Desigence บริษัทออกแบบชื่อดังของประเทศ เป็นผู้สนับสนุนโครงการ และร่วมคัดเลือกเด็กที่จบจากหลักสูตรนี้เข้าทำงานด้วย

'Camouflage' งาน Installation จาก Iikka Airas - Markus Wikar
ที่นำเสนอวิธีการตกแต่งพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนตัวตนในแบบฟินแลนด์

Did you know?

ชาวฟินนิชมีอัตราการพูดได้หลายภาษาคิดเป็นสองเท่าของอัตราเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ในยุโรป และเป็นเพียงหนึ่งในสี่ประเทศที่นักเรียนชั้นมัธยมปลายเรียนภาษาต่างประเทศถึงสองภาษาเป็นอย่างน้อย
นอกจากมหาวิทยาลัยอัลโตที่เกิดจากการควบรวมของมหาวิทยาลัยสามแห่งแล้ว เฮลซิงกิยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ (University of Helsinki) หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับว่าดีที่สุดในโลก
คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจัดตั้งหน่วยงานใหม่ที่ชื่อว่า European Design Innovation Initiative (EDII) เพื่อผลักดันการเชื่อมโยงระหว่างการออกแบบ นวัตกรรม และความสามารถทางการแข่งขัน โดยจะมีสำนักเลขาธิการอยู่ในมหาวิทยาลัยอัลโตนั่นเอง
ผู้เข้ารอบสุดท้ายร่วมกับเฮลซิงกิในการคัดเลือก World Design Capital™สำหรับปี 2012 ก็คือ ไอนด์โฮเฟน (City of Eindhoven) เมืองสำคัญของเนเธอร์แลนด์ที่ได้รับการกล่าวขานในเรื่องการศึกษาและวิจัยเช่นเดียวกัน         ถึงแม้ไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ และทรัพยากรที่ธรรมชาติมอบให้ก็เป็นเพียงความแห้งแล้งและหนาวเหน็บ แต่ฟินแลนด์กลับสามารถสร้างสังคมที่มีเศรษฐกิจมหภาคแข็งแรง มีเทคโนโลยีชั้นสูง และมีเมืองที่เปิดกว้างและเป็นมิตรแก่การอยู่อาศัย นั่นเพราะพวกเขามีการลงทุนที่ดีที่สุด คือการสร้าง คนที่มีคุณภาพ และนั่นก็เท่ากับว่า พวกเขาได้ออกแบบอนาคตที่ปรารถนาเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน

เรื่อง: นันทิยา เล็กสมบูรณ์

ที่มา:
รายงาน Helsinki as an Open and Intercultural city จัดทำโดย COMEDIA (www.hel.fi)
รายงาน The Global Competitive Report 2010-2011 จัดทำโดย
World Economic Forum (www.weforum.org)
รายงาน Lessons from Europe โดย Design Councilร่วมกับ HEFCE(www.designcouncil.org.uk)

www.core77.com
www.nytimes.com
www.forbes.com


Tags : ฟินแลนด์

view